นิค

นิค
น่ารัก

วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

กิจกรรมที่ 14

ให้นักศึกษาศึกษา Power point  แล้วตอบคำถาม
การจัดการเรียนการสอนที่ท้าทายโดยใช้เครื่องมือ Mind Mapping  สอนอย่างไร ? ดีอย่างไร?
ยกตัวอย่างประกอบ  วิธีการสอนโดยใช้เครื่องมือหมวก 6ใบกับโครงงานแตกต่างกันอย่างไร?

       
วิธีการสอนโดยใช้เครื่องมือหมวก ๖ ใบ กับโครงงานแตกต่างกันอย่างไร

การสอนแบบหมวก ๖ ใบนั้นมันจะคลอบคลุม พฤติกรรมทุกด้านที่สามารถนำไปปฎิบัติตามได้โดยมีรายละเอียดดังนี้
สรุปหมวกคิดสีขาว
 การคิดแบบหมวกสีขาวเป็นระเบียบวิธีและแนวทางในการเสนอข้อมูล นักคิดต้องพยายามเป็นกลางให้มากและไม่ควรมีอคติ สีขาวชี้ให้เห็นถึงความเป็นกลางข้อมูลครอบคลุมได้ตั้งแต่ข้อเท็จจริงและตัวเลขที่ตรวจสอบได้ ไปจนถึงข้อมูลที่ไม่แน่นอน เราจะใช้หมวกขาวตอนเริ่มต้นของกระบวนการคิด เพื่อเป็นความคิดที่กำลังจะเกิดขึ้น  และเราก็สามารถใช้หมวกสีขาวในตอนท้ายของกระบวนการได้เหมือนกัน เพื่อทำการประเมิน เช่น เสนอโครงการต่างๆของเราเหมาะสมกับข้อมูลที่มีอยู่หรือไม่ ส่วนที่สำคัญของหมวกสีขาวคือ การระบุถึงข้อมูลที่จำเป็นและขาดหายไปหมวกขาวจะบอกถึงปัญหาที่ควรจะยกขึ้นมาถามและแสดงวิธีการเพื่อให้ได้มาเพื่อข้อมูลทีจำเป็นและมุ่งไปสู่การเสาะหาและตีแผ่ข้อมูล
 สรุปหมวกคิดสีแดง
 การใช้หมวกสีแดงจะทำให้มีโอกาสเปิดเผยความรู้สึกอารมณ์สัญชาตญาณหยั่งรู้ออกมาโดยไม่ต้องมีคำอธิบายหรือหาเหตุผลใดๆ สัญชาตญาณอาจจะอยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์ที่ผ่านมา เจตนารมณ์ของหมวกแดงคือ การแสดงความรู้สึกอย่างที่เป็นอยู่ออกมา ไม่ใช่การบีบบังคับให้ตัดสินใจ อารมณ์ทำให้ความคิดยุ่งเหยิง หมวกสีแดงเป็นวิธีที่มีประโยชน์ในการช่วยให้อารมณ์เหล่านั้นเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล ยอมรับได้ สิ่งที่ยากที่สุดในการสวมหมวกสีแดงคือ การฝึกความรู้สึกที่ยากจะหาเหตุผลให้กับอารมณ์ที่แสดงออกมา ซึ่งการหาเหตุผลนั้นอาจถูกหรือผิดก็ได้
 สรุปหมวกคิดสีดำ
หมวกคิดสีดำ คือหมวกแห่งการระแวดระวังภัย ในการพิจารณาข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะหรือเรื่องอะไรก็ตาม เมื่อถึงจุดหนึ่ง เราก็ต้องนึกถึงความเสี่ยง อันตราย อุปสรรค ข้อด้อยหรือปัญหาที่อาจจะเกิด หมวกสีดำชี้ให้เห็นชี้ให้เห็นสิ่งที่เราควรใส่ใจและไตร่ตรองเพราะมันเป็นจุดอ่อนหรือเป็นอันตราย เราอาจใช้หมวกสีดำเป็นส่วนหนึ่งของการประเมิน เราควรเดินหน้าไปกับข้อเสนอนี้ไหม หรืออาจใช้หมวกสีดำในขั้นตอนการระดมสมองและก่อร่างสร้างแนวคิดมีจุดอ่อนอะไรบ้างที่เราควรหาทางป้องกันและแก้ไข หมวกสีดำจะช่วยแจกแจงให้เราเห็นภาพความเสี่ยงและปัญหาที่อาจเกิดข้น หมวกสีดำจะมองหาความสอดคล้อง กับประสบการณ์ที่ผ่านมาหรือไม่ สอดคล้องกับนโยบายและวิธีการกับจริยธรรมค่านิยม ทรัพยากร และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและประสบการณ์ของผู้อื่นหรือไม่
สรุปหมวกคิดสีเหลือง
การคิดแบบหมวกสีเหลืองเป็นการคิดในแง่ดีและในเชิงสร้างสรรค์ และเป็นการคิดประเมินค่าในทางบวก รวมไปถึงความฝันและวิสัยทัศน์ การคิดแบบหมวกเหลืองเป็นการสำรวจหาคุณค่าและประโยชน์แล้วจึงพยามยามจะหาเหตุผลสนับสนุนคุณค่าและผลประโยชน์นั้นๆ จากความคิดจากหมวกเหลือง เราจะได้ข้อเสนอและข้อแนะนำที่เป็นรูปธรรม การคิดแบบหมวกสีเหลืองเกี่ยวข้องกับการทำให้สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้น อาจเป็นการคาดการณ์และการมองหาโอกาส  และจะก่อให้เกิดวิสัยทัศน์ จินตนาการและความฝัน
สรุปหมวกคิดสีเขียว
หมวกสีเขียวเป็นหมวกแห่งพลังงาน หมวกแห่งความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หมวกสีเขียวจะผลักดันความคิดใหม่ๆออกมาและยังคิดถึงทางเลือกใหม่หรือสิ่งใหม่ที่ทดแทนของเก่าได้ รวมถึงทางเลือกที่ชัดเจนและใหม่สดจริงๆ เมื่อเราสวมหมวกเขียวเราหาวิธีปรับเปลี่ยนและปรับปรุงความคิดใหม่ที่เสนอมา การค้นหาทางเลือกเป็นพื้นฐานของหมวกคิดสีเขียว เราจะต้องไปให้ไกลกว่าความคิดเห็นที่รู้กันแล้วหรือเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว ความคิดอาจหยุดเพื่อคิดสร้างสรรค์เพื่อพิจารณาว่ามีทางเลือกอื่นๆอีกหรือไม่ โดยไม่ต้องมีเหตุผลว่าทำไมจึงต้องหยุด  เราใช้การเลื่อนไหวความคิดเข้ามาแทนที่การตัดสินพิจารณาความคิด การคิดเคลื่อนไหวไปข้างหน้า เพื่อไปให้ถึงความคิดใหม่ ความคิดเชิงยั่วยุใช้เพื่อกระตุกเราให้หลุดจากแบบแผนความคิดแบบเดิม หรือการคิดนอกกรอบ
สรุปหมวกคิดสีฟ้า
หมวกคิดสีฟ้าจะกำหนดประเด็นที่เราจะต้องคิด กำหนดความสนใจ อะไรคือปัญหาอะไรคือคำตอบ หมวกสีฟ้าจะกำหนดงานที่จะกำหนดงานคิดที่จะต้องทำ ตั้งแต้ต้นจนจบและมีหน้าที่สรุป วิเคราะห์สถานการณ์ และลงมติต่าง ๆ หมวกคิดสีฟ้าต้องติดตามตรวจสอบการคิดเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นไปตามกติกาการคิด หมวกคิดสีฟ้าจะหยุดยั้งการโต้แย้งถกเถียง และยืนกรานตามแผนที่ความคิด จะคอยดูให้กระบวนการคิดเป็นไปตามกฎเกณฑ์
โดยการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานนั้นเป็น
 การสอนแบบโครงงานเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียน เรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งตามความสนใจของผู้เรียนอย่างลุ่มลึก โดยผ่านกระบวนการหลักคือ กระบวนการแก้ปัญหา ผู้เรียนจะเป็นผู้ลงมือปฏิบัติเพื่อค้นหาคำตอบด้วยตนเอง  จึงเป็นการเรียนรู้จากการได้มีประสบการณ์ตรงจากแหล่งเรียนรู้การให้นักเรียนผู้ทำโครงงานได้เสนอผลงาน เป็นการเผยแพร่ผลงาน กิจกรรมนี้จะส่งเสริมให้นักเรียนมีความกล้าแสดงออก เชื่อมั่นในผลงาน ตอบข้อซักถามของผู้สนใจได้  จากปีการศึกษา  ๒๕๔๘-๒๕๕๐  ที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของสาธารณะชนว่า กิจกรรมการสอนแบบโครงงานเป็นที่น่าภาคภูมิใจโดยเฉพาะนักเรียนได้รับเกียรติบัตรรางวัลในระดับการประกวดโครงงานต่าง ๆ มากมาย เช่น
                                    -          โครงงานน้ำส้มควันไม้สมุนไพรกำจัดปลวก
                                    -          โครงงานผ้าสวยด้วยสมุนไพร
                                    -          โครงงานกังหัน พี วี ซี
                                    -          โครงงานหอยเชอรี่เพิ่มประสิทธิภาพไก่ไข่  ฯลฯ
ซึ่งโครงงานเหล่านี้นักเรียนได้รับเกียรติบัตรจากการประกวดในระดับเครือข่าย ระดับเขต  ระดับจังหวัด สร้างความภูมิใจให้นักเรียนและครูผู้เป็นที่ปรึกษา นับว่าเป็นกิจกรรมที่ประสบผลสำเร็จที่เกิดจากผลผลิตของการจัดกิจกรรมการเรียนแบบโครงงานทั้งสิ้น
โดยสรุปแล้วไม่ว่าจะเป็นการจัดการเรียนแบบ หมวก ๖ ใบ หรือแบบโครงงานล้วนก็มีข้อแตกต่างกันอยู่บ้างแต่ก็มีความสำคัญทั้ง ๒ อย่าง โดยเราสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับตัวเราได้เมือเราออกไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู

กิจกรรมที่ 13 The Healthy Classroom : ----------- โดย อาจารย์อภิชาติ วัชรพันธุ์ แนวคิดของ Steven Hastings (2006)



1.ในปัจจุบัน เด็กไทย(รวมถึงผู้ใหญ่ไทย) มีสุขนิสัยที่ดี ในเรื่องพฤติกรรมการบริโภค พฤติกรรมสุขภาพ ที่เหมาะสมหรือไม่ เพียงใด
ไม่เหมาะสม เป็นที่ทราบกันดีว่า เด็กไทยเรามักจะมีปัญหาโภชนาการ (อาหาร) แบบไม่สมดุล คือ บางอย่างมากไป บางอย่างน้อยไปอาหารกลุ่มที่ "มากไป"  มักจะเป็นกลุ่มให้กำลังงาน (คาร์โบไฮเดรตหรือแป้ง-น้ำตาล ไขมัน และโปรตีน) อาหารกลุ่มที่ "น้อยไป" มักจะเป็นกลุ่มผัก ผลไม้ทั้งผล (ไม่ใช่น้ำผลไม้) และแร่ธาตุ โดยเฉพาะแคลเซียม กรมอนามัยจัดทำคำแนะนำง่ายๆ สำหรับเด็กไทย โดยการแบ่งอาหารเป็นหมวดหมู่ง่ายๆ อ่านแล้วนำไปใช้ได้เลย ผู้ใหญ่ที่ออกแรง-ออกกำลังมากหน่อยก็นำคำแนะนำนี้ไปใช้ได้ แต่ถ้าออกแรง-ออกกำลังน้อย... ควรกินอาหารกลุ่ม "ข้าว-แป้ง" ให้น้อยลงหน่อย
และที่สำคัญก็คือเด็กไทยส่วนใหญ่ไม่รับประทานอาหารเช้าทั้งที่อาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดเมื้อหนึ่งโดยอาหารเช้าเป็นการ เติมพลังงานแห่งการเริ่มต้นวันใหม่ อาหารเช้าจึงเป็นมื้อสำคัญที่สุด เมื่อตื่นนอนในตอนเช้าระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำ ทำให้ไม่มีพลังงานไปเลี้ยงสมอง การละเลยอาหารเช้าจะทำให้หงุดหงิดอารมณ์เสีย เครียด อ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยเด็กไม่ควรละเลยอาหารเช้า เพราะจะทำให้มีผลต่อการเรียนรู้และความจำ โดยอาหารเช้าที่เหมาะสมควรมีพลังงานและสารอาหารอย่างน้อย 1 ใน 4 ของปริมาณที่ควรได้รับตลอดวัน
2. ในปัจจุบันเด็กไทย (รวมถึงผู้ใหญ่ไทย) มีกีฬาประจำตัว มีปฏิทินการออกกำลังกาย และได้ออกกำลังกายตามปฏิทินอย่างจริงจัง มากน้อยเพียงใด(ทุกครั้งที่ไปโรงพยาบาล แพทย์ไทย มักจะถาม     คำถามว่า “มีโรคประจำตัวอะไรบ้าง” แต่ไม่เคยถามว่า “หนู มีกีฬาประจำตัวหรือไม่ มีปฏิทินออก    กำลังกายไหม)
น้อยมาก ในปัจจุบันนั้นการออกกำลังกายของเด็กไทยนั้นค่อนข้างจะน้อย มีบางส่วนที่ได้ออกกำลังกายบ้างในตอนเย็น  เช่น การแตะฟุตบอลกับเพื่อนๆ เล่นแบดบินตัน นั้นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้น แต่ปัจจัยหลักก็มีอยู่หลายอย่าง เช่น
1.  มีสนามรองรับไม่เพียงพอต่อการออกกำลังกาย
2. เด็กบางคนมุ่งแต่เรียนไม่คิดที่จะออกกำลังกาย
3. รับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์
3. เด็กไทยมีความสามารถในการบริหารสุขภาพจิต การควบคุมอารมณ์ หรือการพัฒนาบุคลิกภาพหรือไม่ เพียงใด ( ดูได้จากบรรยากาศการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ในทันทีที่มีการประกาศผลการแข่งขัน จะมี 1 ทีมที่ร้องให้ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ) 
เด็กแต่ละคนควบคุมตนเองได้ดีไม่เท่ากันอาจเป็นเพราะพฤติกรรมการเรียนรู้ในวัยเด็กและสิ่งแวดล้อมภายในครอบครัว  การเลี้ยงดูที่เหมาะสมสามารถช่วยกล่อมเกลาและการควบคุมอารมณ์ด้านลบของเด็กได้ พร้อมกับส่งเสริมอารมณ์ด้านบวกให้โดดเด่นยิ่งขึ้น แต่หากเด็กที่มีพื้นฐานของอารมณ์ไม่ดีแล้วไม่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างเข้าใจ ก็จะยิ่งกระตุ้นให้อารมณ์ที่ไม่ดีเหล่านั้นกลายเป็นนิสัยถาวร ไร้การควบคุม ส่วนเด็กที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่พ่อแม่ทะเลาะกันอยู่เสมอจะกลายเป็นเด็กอารมณ์ร้ายและมีอีคิวต่ำ  นอกจากนี้วิธีการเลี้ยงดูเด็กก็มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็ก
4) ขณะนี้โรงเรียนได้ให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเด็ก พอ ๆ กับ การส่งเสริมด้านวิชาการหรือไม่ โดยเฉพาะในโรงเรียนที่ได้รับค่านิยมสูง(มีชื่อเสียง)
การที่โรงเรียนให้ความสำคัญในเรื่องสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเด็กพอๆกับการส่งเสริมด้านวิชาการนั้นก็เพื่อมุ่งให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ และมีการฝึกปฏิบัติที่นำไปสู่การมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมต่อการมีสุขภาพดี  โดยสอดแทรกไว้ทั้งในหลักสูตรการศึกษาและผ่านทางกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 
5) เมื่อเปิดภาคเรียน ภายใน 2 สัปดาห์แรก ครูประจาชั้นได้ทำความรู้จักกับนักเรียนมากน้อยเพียงใด มีการจำแนกเด็กนักเรียนเป็นกลุ่มเสี่ยง-กลุ่มปกติหรือไม่ (กลุ่มเสี่ยงหมายถึง ผลการเรียนอ่อน สุขภาพไม่ดี มีปัญหาทางครอบครัว รวมถึงมีผลการเรียนดีมาก เกรดเฉลี่ย 4.00 มาโดยตลอด ซึ่งจะเสี่ยงในเรื่องความเครียด)
            สองสัปดาห์แรกของการเปิดเรียนครูอาจทำความรู้จักกับเด็กได้มากพอสมควร อาจจะพอจำแนกออกมาได้ว่าเด็กคนนั้นๆ  เป็นเด็กที่ควรจัดอยู่ในกลุ่มใด  โดยการสังเกตจากพฤติกรรมของเด็กจากการตั้งใจเรียน หรือ การมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างเพื่อนของเด็กว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร  จึงสามารถที่จะจำแนกออกมาได้ว่าเด็กคนนั้นๆควรจัดอยู่ในกลุ่มใด
6) ครูประจาชั้น หรือโรงเรียนได้จัดระบบดูแล-ช่วยเหลือเด็กกลุ่มเสี่ยงอย่างไรบ้าง เพื่อลดความเสี่ยงในชีวิต(สมัยที่ผมเป็นครูประจำชั้น ผมจะประกาศรายชื่อ “ผู้ช่วยอาจารย์ประจำชั้น” โดยเลือกจากนักเรียนกลุ่มเสี่ยง เพื่อให้นักเรียนเหล่านี้มีโอกาสทำงานใกล้ชิดกับครู มีการประชุมร่วมกันสัปดาห์ละ 1 ครั้ง) 
            ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เป็นกระบวนการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีขั้นตอน พร้อมด้วยวิธีการและเครื่องมือการทำงานที่ชัดเจน โดยมีครูประจำชั้นเป็นบุคลากรหลักในการดำเนินการดังกล่าว และมีการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับครูที่เกี่ยวข้อง หรือบุคลากรภายนอก รวมทั้งการสนับสนุนส่งเสริมจากโรงเรียน  เช่น  กิจกรรมเยี่ยมบ้านนักเรียนเยี่ยมบ้านนักเรียน เพื่อเป็นการเข้าไปพบปะพูดคุย สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับตัวนักเรียนและสภาพความเป็นอยู่ของนักเรียน  เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการช่วยเหลือนักเรียนที่มีปัญหาในด้านต่าง ๆเท่าที่ทางโรงเรียนจะสามารถช่วยเหลือได้  เพื่อทราบข้อมูลเกี่ยวกับตัวนักเรียนเป็นรายบุคคล  เพื่อทราบเกี่ยวกับสภาพปัญหาของตัวนักเรียน และจะได้นำข้อมูลในกรณีที่นักเรียนเกิดปัญหามาวิเคราะห์และหาแนวทางช่วยเหลือหรือแก้ปัญหาต่อไป
7) โรงเรียนมีการพัฒนารายวิชา(วิชาเลือก/วิชาเพิ่มเติม) ที่เกี่ยวข้องกับ การควบคุมอารมณ์ การพัฒนาบุคลิกภาพ การบริหารจัดการกับปัญหาสุขภาพจิต ฯลฯ หรือไม่(หลักสูตรประเทศสิงค์โปร์ เด็กอนุบาล ต้องเรียนวิชา “การควบคุมอารมณ์”)
ทางโรงเรียนจะมีการพัฒนารายวิชา(วิชาเลือก/วิชาเพิ่มเติม) ที่เกี่ยวข้องกับ การควบคุมอารมณ์ การพัฒนาบุคลิกภาพ การบริหารจัดการกับปัญหาสุขภาพจิต  โดยจะสอดแทรกเอาไว้ในกิจกรรมของวิชานั้นๆ  ให้นักเรียนได้ปฏิบัติ
8) โรงเรียนมีการประเมินมาตรฐานด้าน สุขภาพกาย และสุขภาพจิต เป็นระยะ ๆ อย่างจริงจังมากน้อยเพียงใด
จะมีการประเมินมาตรฐานด้าน สุขภาพกาย และสุขภาพจิต เป็นระยะ ๆ  เพื่อนำมาพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเด็ก  และนำมาประเมินว่าโรงเรียนมีมาตรฐานด้านนั้นๆ มากน้อยเพียงใด
9) โรงเรียนมีแบบประเมิน/แบบสังเกตภาวะสุขภาพกาย สุขภาพจิตของนักเรียน เพื่อครูประจาชั้น และ พ่อแม่ใช้ในการสังเกต-ประเมินนักเรียนในความรับผิดชอบ หรือบุตรหลานของตนเอง หรือไม่ ฯลฯ
มี  เพื่อนำมาใช้ในการสังเกตและประเมินนักเรียนว่ามีภาวะสุขภาพกาย สุขภาพจิตเป็นเช่นไร  จะได้ดำเนินการช่วยเหลือ  สนับสนุน  หรือหาทางแก้ไขได้ต่อไป

กิจกรรมที่ 12

วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2554

กิจกรรมที่ 11



การกำหนดมาตรฐานคุณภาพของครูในการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ครูจะต้องทำกิจกรรม ๗ อย่าง  คือ 
๑) การวิเคราะห์หลักสูตร  
๒) การวิเคราะห์ผู้เรียน 
 ๓) การจัดกิจกรรมที่หลากหลาย 
๔) การใช้เทคโนโลยีเป็นแหล่งและสื่อการเรียนรู้ของตนเองและนักเรียน 
 ๕) การวัดและประเมินผลตามสภาพจริงอย่างรอบด้านและเน้นพัฒนาการ  
๖)การใช้ผลการประเมินเพื่อแก้ไขปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เต็มศักยภาพ   
๗) การใช้การวิจัยปฏิบัติการในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนและการสอนของตน
จากประเด็นดังกล่าว นักศึกษาจะนำวิธีดังกล่าวมาจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร เมื่อนักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติการเรียนการสอนให้แก่ผู้เรียนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  (ข้อสอบ ๒๐ คะแนน) ยกตัวอย่างออกแบบการจัดการเรียนรู้
การจัดการศึกษาให้ผู้เรียนมี ความรู้คู่คุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมอันพึงประสงค์มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์  สังเคราะห์   และมีวิสัยทัศน์ ที่ดีกว้างไกล   ดังนั้นการจัดการศึกษา จึงมีความจำเป็นและเป็นหน้าที่ที่สำคัญของโรงเรียนที่ต้องจัดการศึกษามีการส่งเสริม และสนับสนุนให้ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยจัดการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  และมาตรฐานด้านปัจจัยกำหนดให้ครูมีความสามารถในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด มีหลักการที่สำคัญในการจัดการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง  มีดังนี้
1.เป็นกระบวนการที่เน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองและมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน  และรู้จักรับผิดชอบด้วยตนเอง
2.มีการเรียนรู้  หรือศึกษาการเรียนรู้ได้จากแหล่งต่าง ๆ  มากมายไม่ใช่ศึกษาหาความรู้จากแหล่งเดียว  หรือเพียงในห้องเรียนเท่านั้น
3.เป็นการจัดกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้ค้นพบด้วยตนเอง
4.เป็นกระบวนการที่มีส่วนช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่ดี
5.เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญต่อการเรียนของผู้เรียน
6.ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับชีวิตจริงของแต่ละบุคคลจากหลักการดังกล่าวจะนำไปสู่การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมและเป็นผู้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองอย่างมีความสุข
แผนการจัดการเรียนรู้
วิชาภาษาไทย ท031101     ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1    หน่วยที่ 2
หลักภาษาเบื้องต้น     15 ชั่วโมง แผนที่ 1 เสียงในภาษา เวลา 3 ชั่วโมง
ใช้สอนวันที่ 16 ธันวาคม 2554
1. สาระสำคัญ
เสียงในภาษาไทยประกอบด้วยเสียงพยัญชนะ สระและวรรณยุกต์ เป็นความรู้ขั้นพื้นฐานของการเรียนหลักภาษาไทย เมื่อนักเรียนมีความรู้ความเข้าในเรื่องดีแล้วจะทำ ให้นักเรียนเขียนสะกดคำ ถูกต้อง และสามารถนำ ความรู้นี้ไปเรียนรู้เรื่องพยางค์ คำประโยคในระดับสูงได้
2. ผลการเรียนรู้
นักเรียนจำแนกประเภทของเสียงสระ เสียงพยัญชนะ และเสียงวรรณยุกต์ได้
3. เนื้อหา
เสียงในภาษา เสียงในสระ เสียงพยัญชนะ และเสียงวรรณยุกต์
4. กระบวนการจัดการเรียนรู้
คาบที่ 1-2
4.1 กิจกรรมเตรียมความพร้อม ให้นักเรียนยืนเป็นวงกลม บอกอักษรไทยตั้ง แต่ ก – ฮ คนละ 1 ตัว ในเวลารวดเร็ว ใครบอกช้าหรือบอกซํ้ากับเพื่อน ตาย รอบต่อไปบอกเสียงสระคนละ 1 ตัว ปรบมือให้กับผู้ทีสามารถทำ ได้ถูกต้อง
4.2 ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนทราบ
4.3 ครูตรวจสอบความรู้พื้นฐานของนักเรียนโดยถามความรู้พื้นฐานในประเด็นต่อไปนี้
4.3.1 อักษรไทยมีกี่รูปกี่เสียง
4.3.2 สระแท้มีกี่เสียง
4.3.3 จงยกตัวอย่างสระแท้เสียงสั้น
4.3.4 จงยกตัวอย่างสระแท้เสียงยาว
4.3.5 จงบอกเสียงวรรณยุกต์ของชื่อเล่นของตัวเอง
4.4 นักเรียนเลื่อนโต๊ะเรียนออกให้เหลือพื้นที่ว่างตรงกลาง นักเรียนนั่งล้อมวงเป็นวงกลมโดยเรียงลำ ดับเลขที่ 1- 25 นำ อุปกรณ์การเรียนเช่น ปากกา ไม้บรรทัด ยางลบไว้ด้านหน้า คนละ 3 ชิ้น
4.5 นักเรียนอ่านทำ ความเข้าใจเรื่อง เสียงสระแท้ 18 เสียง 9 คู่ และสระประสม 3 เสียง ในเวลา 10 นาที
4.6 ครูอธิบายเรื่องเสียงในภาษาไทย ประกอบด้วย 3 เสียง คือเสียงพยัญชนะ สระ(สระแท้ สระประสม) และวรรณยุกต์
4.7 นักเรียนบอกเสียงของสระ พยัญชนะ และวรรณยุกต์ในลักษณะต่อไปนี้
4.7.1 บอกเสียงสระแท้ คนละ 1 ตัว เมื่อสระแท้หมดคนต่อไปให้บอกเสียงสระประสม
4.7.2 บอกเสียงพยัญชนะ ก ข ง จ ช ซ - ฮ ตามลำ ดับ
4.7.3 บอกเสียงวรรณยุกต์ของชื่อเล่นตนเองนักเรียนคนใดตอบผิด 1 ครั้ง นำ อุปกรณ์ของตนเองมาวางไว้กลางวง เมื่อถามครบประเด็น ให้ นักเรียนนับอุปกรณ์ของตัวเอง ใครเหลืออุปกรณ์ครบเป็นผู้ชนะ
4.8 ครูสังเกตการตอบของนักเรียนบันทึกนักเรียนที่ตอบไม่ได้ อธิบายให้ความรู้
คาบที่ 3
4.9 นักเรียนแสดงความรู้เดิมเรื่องรูปและเสียงของวรรณยุกต์ โดยให้นักเรียนอาสาพูดอธิบายความรู้เรื่องเสียงของ
วรรณยุกต์ตามที่ตนเองเคยเรียนหรือเคยรู้มา เช่น
4.9.1 วรรณยุกต์มี 4 รูป 5 เสียง
4.9.2 อักษรกลางคำ เป็นผันได้ครบ 5 เสียง
4.9.3 คำ ตายทุกคำ ไม่มีเสียงสามัญ
4.9.4 อักษรตํ่าคำ ตายเสียงสั้นพื้นเสียงเป็นเสียงตรี
4.10 ครูอธิบายให้นักเรียนสังเกตเห็นหลักการผันวรรณยุกต์ของอักษร 3 หมู่
4.11 นักเรียนยืนเป็นวงกลมผันเสียงวรรณยุกต์ชื่อเล่นของตนเอง แล้วบอกครูเรียงตามลำ ดับ ครูสังเกตว่ามีนักเรียนคนไหนบ้างที่ผันชื่อเล่นตัวเองไม่ได้
4.12 นักเรียนสังเกตเสียงวรรณยุกต์ในชื่อจริงของนักเรียนเอง แล้วให้วิ่งเข้ากลุ่มเสียงที่ครูบอก เช่น
   4.12.1 ใครมีชื่อเสียงสามัญออกมา (ให้นักเรียนบอกคำ ที่เป็นเสียงสามัญ)
   4.12.2 ใครมีชื่อเสียงเอกออกมา (ให้นักเรียนบอกคำ ที่เป็นเสียงเอก)
   4.12.3 ใครมีชื่อเสียงโทออกมา (ให้นักเรียนบอกคำ ที่เป็นเสียงโท)
   4.12.4 ใครมีชื่อเสียงตรีออกมา (ให้นักเรียนบอกคำ ที่เป็นเสียงตรี)
              4.12.5 ใครมีชื่อเสียงจัตวาออกมา (ให้นักเรียนบอกคำ ที่เป็นเสียงจัตวา)
4.13 ครูสังเกตและบันทึกข้อมูล
4.14 ครูอธิบายให้ความรู้เรื่อง รูป เสียง และหลักการผันวรรณยุกต์ให้นักเรียนฟัง
4.15 นักเรียนร่วมร้องเพลงและบอกเสียงวรรณยุกต์ของคำ ในเนื้อเพลง
4.16 แบ่งนักเรียนเป็น 2 กลุ่ม แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมาแข่งขันบอกเสียงวรรณยุกต์ เมื่อครูเอ่ยคำ ใดออกมาให้นักเรียนตัวแทนบอกเสียงวรรณยุกต์ในเวลาที่รวดเร็ว ใครบอกก่อนได้ 1 แต้ม พร้อมกับให้เรียกชื่อเพื่อนที่สมาชิกของอีกกลุ่มหนึ่งมาเป็นเชลย สมาชิกของใครหมดก่อนเป็นฝ่ายแพ้
4.17 ทุกคนร่วมกันปรบมือให้กับกลุ่มที่ชนะ
4.18 นักเรียนสรุปความรู้เรื่องเสียงในภาษาจดลงสมุด
5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
ความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา ความตั้งใจในการทำ ผลงาน
6. การวัดและประเมินผล
สังเกตความสามารถในการตอบคำ ถาม ความสามารถในการยกตัวอย่าง ความสามารถในการผันวรรณยุกต์
7. สื่อและแหล่งเรียนรู้ แบบเรียน ครู เพลง รักเธอที่หน้าประตู
8. กิจกรรมเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………….................................................................................................